ศิวลึงค์รูปแห่งเทวกำเนิด

พระศิวะเจ้านอกจากจะอยู่ในรูปของโยคีแล้ว รูปของศิวลึงค์ก็เป็นอีกหนึ่งรูปของพระเป็นเจ้าสูงสุด มีตำนานถึงศิวลึงค์อยู่หลายเรื่องซึ่งสะท้อนไปถึง แกนของโลกและแกนของจักรวาล โดยมีคติถึงเสาๆหนึ่งที่ไม่มีต้นไม่มีปลายเป็นเสาที่ค้ำฟ้าค้ำดินหากปราศจากเสานี้แล้วจักรวาลและโลกก็มิอาจตั้งอยู่ได้ ทางคติของฮินดูมีตำนานว่าพระศิวะ พระพรหม. พระนารายณ์แสดงฤทธิ์แข่งกัน พระศิวะได้เนรมิตรตนเป็นเสาศิวลึงค์ พระนารายณแปลงเป็นหมูป่าเพื่อขุดหาโคนรากของศิวลึงค์ พระพรหมแปลงเป็นหงส์เพื่อหายอดสุดของศิวลึงค์ แต่ทั้งพระพรหมพระนารายณ์ต่างไม่สามารถหาที่สุดแห่งการเริ่มต้นและจุดจบได้ ต่างจึงพากันสรรเสริญพระศิวะในรูปของศิวลึงค์ ศิวลึงค์ ซึ่งจะตั้งอยู่บนฐานโยนีเป็นปรัชญาของฮินดูว่าพระศิวะพระอุมาเปรียบเสมือนมารดาบิดาแห่งจักรวาล และการกำเนิดของสรรพชีวิตก็เริ่มมาจากพลังแห่งบุรุษและสตรี การเดินเข้ามาสักการะศิวลึงค์ในปราค์แห่งเทวาลัยก็คือการเดินย้อนเข้ามาหาจุดกำเนิดเริ่มต้นของชีวิตเมื่อเดินออกจากเทวาลัยก็เท่ากับว่าออกจากครรภ์มารดาใหม่เท่ากับว่าเป็นการเกิดใหม่ไปด้วย สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายก็ตายไปกับคนเก่าที่กำลังเดินเข้ามาในตอนแรก ส่วนเมื่อตอนเดินออกก็เท่ากับเป็นร่างเกิดใหม่อันบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังเป็นการสื่อสะท้อนว่า

Continue reading »
พระไภรวะ

พระอิศวรภาคดำหรือพระไภรวะ

ในคติของชนชาวฮินดูพระเป็นเจ้าเป็นดั่งเหรียญมีสองด้าน คือเป็นผู้ประทานชีวิตแล้วก็เป็นผู้ทำลาย หรือเปรียบได้กับธรรมชาติที่มีทั้งกลางวันและกลางคืน พระศิวะก็เช่นกันเมื่อยามปกติมีพระฉวีสีขาวแต่เมื่อพระองค์อยู่ในภาคปราบพระองค์จะมีพระฉวีสีดำ พระกาลไภรวะ คือพระนามที่ยังสะท้อนปรัชญาว่าพระองค์เปรียบดั่งกาลเวลาที่จะกลืนกินทุกอย่างให้หายไป พระอิศวรภาคดำหรือพระไภรวะ พระกาลไภรวะ ก็คือผู้ที่ทำลายความชั่วร้าย และหมายถึงการทำลายกิเลส อวิชชา อสูรที่พระอิศวรทรงสังหารนั้นเปรียบได้กับอวิชชานั่นเอง ในคติชนฮินดูคุ้นเคยพระอิศวรในภาคดุมากกว่าในไทย ทั้งนี้คนไทยจำนวนน้อยถึงจะมีความรู้ถึงภาคและปางต่างๆของพระอิศวร ในภาคดำหรือพระกาลไภรวะนับเป็นภาคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภาคนึง คติการนับถือจะบูชาพระองค์เพื่อให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้อายุยืนเพราะเชื่อว่าพระองค์เป็นที่หวาดกลัวของพญามัจจุราช ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งพระศิวะว่าทรงเป็นผู้อยู่เหนือความตาย และทรงปกป้องคุ้มครองผู้ภักดีมิให้สิ่งใดมากล้ำกรายได้แม้แต่โรคภัยและความตาย

Continue reading »
พระศิวะนาฏราช

พระศิวะนาฏราช

พระศิวะในฐานะของบรมครูองค์แรกแห่งการร่ายรำ พระหัตถ์ขวาด้านบน ทรงถือกลองรูปร่างคล้ายๆ นาฬิกาทราย (เอวคอด) กลองเล็ก ๆ ใบนี้ให้จังหวะประกอบการฟ้อนรำของพระศิวะ และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เสียงกลองเป็นสัญลักษณ์แทนธาตุแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในจักรวาล นั่นคือ กลองเป็นสัญลักษณ์แห่งการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ทั้งมวล พระหัตถ์ซ้ายด้านบน ถืออัคนี อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการทำลายล้าง โดยคำว่า ทำลายล้าง ในที่นี้

Continue reading »
พระพิราพ

คติความเชื่อองค์พระเป็นเจ้า

ปรัชญาฮินดูนั้นมองทุกๆปรากฏการณ์ว่ามีบวกมีลบอยู่ในตัวทั้งสิ้นไม่มี อะไรดีไปทุกอย่าง ไม่มีอะไรเสียไปทุกอย่าง ทุกๆปรากฏการณ์ล้วนมีดีแล้วก็มีเสีย พระเป็นเจ้าประทานพรได้ก็สาปแช่งได้ พระเป็นเจ้าให้ชีวิตได้ก็ทำลายชีวิตลงได้ด้วยเช่นกัน พระเป็นเจ้ามีรูปงามได้ก็มีรูปน่ากลัวได้เช่นกัน จึงปรากฏรูปพระเป็นเจ้าในภาคดุร้าย มีรูปเป็นยักษ์เป็นอสูรขึ้น เช่นรูปพระอิศวรไภรวะหรือพระพิราพ รูปของพระแม่กาลี เป็นต้น หรืออย่างการกวนเกษียรสมุทร มีน้ำอมฤตขึ้นมาก็มีพิษขึ้นมาด้วยเช่นกัน ไฟให้แสงสว่างความอบอุ่นได้ก็เผาผลาญทำลายชีวิตได้ น้ำให้ความชุ่มชื่นอุดมามบูรณ์ก็กลืนกินสรรพชีวิตได้ด้วยเช่นกัน คติแบบนี้ให้เอามาคิดลงในชีวิตคนเรา ย่อมพบสุขทุกข์คู่กันไป จะทำสิ่งใดพึงนึกถึงสองด้านข้อดีข้อเสียเตือนใจตนไว้เสมอ อย่าคิดแต่ทางได้ทางดีจนลืมทางเสีย

Continue reading »
พระอิศวร

พระฤๅษีอิศวรอัศวัตถ์ พ่อครูพระอาจารย์ ศิริพงศ์ ครุพันธ์กิจ

“พระฤๅษีอิศวรอัศวัตถ์” คือ พระอิศวรภาคฤๅษี มีตาที่สามตรงกลางหน้าผาก สำหรับให้ผู้เคารพบูชานำไปเปิดรับพลังเหนือโลกเหนือความคาดหมาย เพื่อเปิดโชคเปิดลาภเปิดทิศเปิดทางสู่ความสุขสำเร็จสมปรารถนา ด้านหลังเป็นผงครูอาจารย์เน้นทางเมตตาและด้านโชคลาภเงินทองดีนักผู้ใดบูชาและศรัทธานำมาอธิษฐานจะพบแต่ความสำเร็จ หรือหากห้อยบูชาทุกวันชีวิตจักมีความเจริญก่้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ   สนใจ ติดต่อสอบถามวัตถุมงคลที่ line: @d159 https://line.me/R/ti/p/%40d159 Facebook องค์พระพิราพ https://www.facebook.com/PhraPhirap/ Facebook พ่อหมอวีธีร https://www.facebook.com/profile.php?id=100007449436860

Continue reading »

องค์ศิวลึงค์

ศิวลึงค์ที่ตั้งบนฐานโยนี แปลตรงๆคือพระศิวะสังวาสอยู่กับพระอุมา เป็นเรื่องของพลังแห่งบุรุษและสตรีที่รวมกันจึงมีการก่อกำเนิดและวิวัฒนาการ การแปลความหมายในโยคะสามารถอธิบายลึกลงไปได้ยิ่งกว่านั้นว่า หมายถึงพลังระหว่างฟ้ากับดินบรรจบกัน หรือเรียกตามวิทยาศาสตร์ว่าขั้วบวก ขั้วลบ เมื่อสองขั้วเชื่อมหากันพลังงานไฟฟ้าวิ่งถึงกันระหว่างบวกกับลบก็เกิดพลังงานทำให้เกิดแสงสว่างได้ ทำให้ใบพัดหมุนได้ ทำอะไรได้สารพัดด้วยกระแสไฟฟ้าที่เขื่อมถึงกันระหว่างขั้วบวกและลบ โยคียุคโบราณเข้าใจในเรื่องนี้มานานแล้วแต่ใช้ศัพท์ที่แตกต่างออกไป รูปศิวลึงค์บนฐานโยนี ก็คือการเชื่อมถึงกันของพลังงานเพื่เกิดความสร้างสรรค์ในสรรพสิ่งและวิทยาการ รวมไปถึงการฝึกกุณฑาลินีโยคะก็เป็นการเชื่อมพลังงานไฟฟ้าขั้วบวกขั้วลบในตัวเราให้จูนถึงกันนั่นเอง พลังงานมีอยู่แล้วในธรรมชาติ คนไม่รู้ดูเป็นเรื่องแปลกคนรู้ก็ดูเป็นธรรมดาสำคัญที่ว่าเราควรพัฒนาพลังงานเพื่อใช้เพิ่มศักยภาพในตัวของเรา ก้าวจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นอภิมนุษย์

Continue reading »